ค้นหา
วิชญาณัม เว็บบอร์ด สมุนไพรใกล้ตัว การบำบัดโรคอัมพาตใบหน้า ...
ดู: 2172|ตอบ: 1
go

การบำบัดโรคอัมพาตใบหน้า

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2010-9-24 09:39 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
โดย อ.กชกร สุขจันทร์

              โรคอัมพาตใบหน้า หรือ Bell palsy  เป็นโรคทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยและรู้จักมานานกว่า 200 ปี ซึ่งเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง แต่ผู้ป่วยมักจะมีความกังวล และสูญเสียความมั่นใจในการเข้าสังคม อัตราความชุกของโรคอัมพาตใบหน้าสามารถพบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชายในสัดส่วนที่เท่าๆ กัน โดยในทางทฤษฎีการแพทย์แผนไทยเชื่อว่าสาเหตุการเกิดโรคอัมพาตใบหน้าเกิดจากลม 5 ชนิด คือ ลมปลายปัตคาด ลมสันนิบาต ลมชิวหาสดมภ์ ลมอโธคมาวาตา ลมอุทธังคมาวาตาและลมปะกัง  ส่วนในทางแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่พบว่าปัจจัยกระตุ้นที่มีผลทำให้เกิดโรคอัมพาตใบหน้า คือ เชื้อไวรัสเริม (Herpes Simplex)  นอกจากนี้คนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงหรือสตรีมีครรภ์ในช่วงสามเดือนสุดท้ายจะมีโอกาสการเกิดโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไ ป อาการของอัมพาตใบหน้านั้นเกิดจากรอยโรคในเนื้อสมองหรือเกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 (facial nerve)  ซึ่งการเกิดรอยโรคที่ต่างกันจะแสดงอาการแตกต่างกัน คือ หากเกิดรอยโรคในเนื้อสมอง ผู้ป่วยจะหลับตาได้สนิท มุมปากจะขยับได้น้อยลง แต่ถ้าเกิดเป็นจากความผิดปกติของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7  จะหลับตาไม่สนิท มุมปากตก ใบหน้าขยับไม่ได้....




                 เมื่อเปรียบเทียบอาการของโรคอัมพาตใบหน้าในทางแพทย์แผนไทยกับทางแพทย์แผนปัจจุบันจะพบว่ารอยโรคเกิดจากความผิดปกติเส้นประสาทสมองคู่ที่  7  ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่สั่งการไปยังกล้ามเนื้อหน้าทำให้เกิดสีหน้าต่างๆกัน  เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของใบหน้า และยังเป็นเส้นประสาทรับความรู้สึกรับรสจากปลายลิ้นเข้าสู่ cerebrum ในส่วน partial lope  หากมีความผิดปกติของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7เกิดขึ้นจะแสดงอาการกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงซีกหนึ่งหรือทั้งสองซีก โดยส่วนใหญ่จะพบหลังจากตื่นนอนในตอนเช้า ผู้ป่วยจะรู้สึกแสบตา น้ำตาไหล  เมื่อดื่มน้ำหรืออมน้ำจะไหลออกทางมุมปาก บางครั้งจะรู้สึกใบหน้าบวม ตึง ชา เนื่องจากกล้ามเนื้อใบหน้าไม่ทำงานจะส่งผลทำให้เลือดมาคั่งที่บริเวณนั้นมากกว่าปกติและมีผลกระตุ้นต่อเซลล์ประสาทรับรู้สึกที่ใบหน้า  การตรวจและประเมินผู้ป่วยในการแพทย์แผนไทยจะดูลักษณะทั่วไปของใบหน้าและการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้า เช่น การให้ผู้ป่วยหลับตา-ลืมตา ร่วมกับการทดสอบกำลังกล้ามเนื้อตา  การยักคิ้ว เลิกหน้าผาก ย่นจมูก การยิ้มและดูลักษณะทั่วไปของกล้ามเนื้อบ่าและโค้งคอร่วมด้วย  ผลการตรวจประเมินจะพบว่าซีกที่มีอาการผู้ป่วยจะไม่สามารถหลับตา ยักคิ้ว และย่นจมูกได้  เลิกหน้าผากจะไม่มีรอยย่น และยิ้มมุมปาก 2 ข้างไม่เท่ากัน  อาจพบกล้ามเนื้อบ่าและโค้งคอแข็งเกร็งร่วมได้  การรักษาในทางการแพทย์แผนไทยด้วยการนวดรักษาแบบราชสำนัก มีสูตรการนวดดังนี้ เริ่มจากนวดพื้นฐานบ่าข้างที่มีอาการ 3 รอบ ด้วยน้ำหนักมือ 50 70 90 ปอนด์    ซึ่งตรงกับบริเวณแนวกล้ามเนื้อ Trapezius   นวดสัญญาณ 5 หลังข้างที่มีอาการ  ตรงบริเวณร่องแนวกระดูกสันหลังระดับคอที่ 7 (cervical ที่ 7)  เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงศีรษะและใบหน้า  นวดสัญญาณ 1-5 ศีรษะด้านหลัง ดังนี้ สัญญาณ 1/2 ศีรษะด้านหลัง  บริเวณฐานกะโหลก (Occipital condyle) ข้างขวา/ซ้าย  สัญญาณ3/4 ศีรษะด้านหลัง บริเวณเหนือใบหูส่วนบน หรือบริเวณทัดดอกไม้ข้างซ้าย/ขวา (รอยต่อของ Temporal bone & Parietal bone หรือ Lateral suture) และสัญญาณ 5 บริเวณกึ่งกลางฐานกะโหลก (External occipital protuberance)   นวดจุดจอมประสาท (anterior fontanelle)      อยู่บริเวณกระหม่อมหน้าโดยตำแหน่งนี้วัดจากแนวใบหูตัดกับแนวสันจมูก จากนั้นนวดสัญญาณ   1 หรือ 2  สัญญาณ  3 หรือ  4 แล้วแต่ข้างที่มีอาการและ สัญญาณ 5 ร่วมกับสัญญาณแยก นวดสัญญาณละ 3 ครั้งโดยสัญญาณ 1 หรือ 2 ศีรษะด้านหน้า(Frontalis และ Orbicularis oculi) ร่วมกับกดสัญญาณแยกโดยการกดรีดไปตามแนวคิ้วจากหัวไปหางคิ้ว (กรณีเป็นข้างขวาสัญญาณ 1 หรือข้างซ้าย สัญญาณ 2)  นวดสัญญาณ 3 หรือ 4 ศีรษะด้านหน้า(Massater)บริเวณหน้ากกหูข้างขวาหรือข้างซ้ายร่วมกับกดสัญญาณแยกของสัญญาณ 3 หรือ 4  โดยกดรูดจากด้านข้างของปีกจมูกไปตามแนวกล้ามเนื้อ Zygomaticus ไปยังบริเวณหน้ากกหู และนวดสัญญาณ 5 ศีรษะด้านหน้า บริเวณกึ่งกลางของริมฝีปากล่าง(Orbicularis oris) ร่วมกับกดสัญญาณแยกของสัญญาณ 5 บริเวณกึ่งกลางของริมฝีปากบน (ร่องใต้จมูก)  

             นอกจากการนวดเพื่อการรักษาแล้ว แพทย์แผนไทยจะให้คำแนะนำตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทยและการปฎิบัติตนแก่ผู้ป่วย เช่น ในเรื่องการประคบสมุนไพรบริเวณใบหน้าเพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ควรงดรับประทานอาหารรสเย็นหรืออาหารแสลง เช่น แตงกวา แตงโม  ฟักเขียว บวบ ข้าวเหนียว ของหมักดอง เหล้า-เบียร์ เป็นต้น  แนะนำให้รับประทานอาหารสร้อน สุขุม เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ อบเชย พริกไทย เป็นต้น หลีกเลี่ยงอากาศเย็นควรทำร่างกายให้อบอุ่น  ควรใส่แว่นตาเพื่อป้องกันโรคตาอักเสบ และฝึกบริหารกล้ามเนื้อใบหน้า เช่น ยักคิ้ว ย่นจมูก หลับตา ลืมตา ฝึกยิ้ม ฝึกออกเสียง  และควรนวดติดต่อกัน 3 วัน แล้วหยุดไป 5 วัน ต่อไปนวดอาทิตย์ละ 1 ครั้ง

ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 5Rank: 5

chopper โพสต์เมื่อ 2011-9-22 12:58 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย chopper เมื่อ 2011-9-22 12:59

    chopper เคยเจอคนเป็นโรคนี้เป็นรุ่นน้อง ประเภทหลับตาไม่ได้ทั้งสองข้าง แ้ล้วปากเบี้ยวมากๆ ตอนแรกเจ้าตัวไม่รูว่าเป็น ตื่นมาไปล้างหน้าแล้วแสบตาทั้งสองข้าง เจ้าตัวสงสัยว่าหลับตาเวลาล้างหน้าแต่ตาไม่หลับสบู่เลยเข้าตาเลยเงยหน้ามองกระจกห้องน้ำพบว่าตาลืมตลอด แต่กระจกมันสูงเลยยังไม่เห็นปาก ต่อมาก็ดื่มน้ำแล้วเสื้อเปียกหมด สงสัยว่าทำไมเปียกเลยไปส่องกระจกดูตัวเองอีกพบว่าปากเบี้ยวมากๆ จึงรีบไปหาหมอ หมอบอกว่าเส้นโลหิตฝอยในสมองแตกแต่ไม่มาก ให้ยาทาน แต่ต้องปิดตาไว้ข้างหนึ่งไว้มองข้างที่ปิดจะได้พักตา ถ้าข้างที่เปิดแสบตาก็สลับกันปิด ไม่เช่นนั้นตาจะแห้งและแก้วตาจะเสีย โชคดีที่ทานยารักษาเดือนเดียวแล้วหายเป็นปลิดทิ้ง
      สาเหตุสำคัญคือดื่มสุราติดต่อกันสามวันและอดนอน เนื่องจากเทศกาลปีใหม่ ผู้ป่วยมีเพื่อนฝูงเยอะ เพื่อนแวะมาหาในตลอดเวลาสามวันหมุนเวียนไม่ว่างเว้น จนไม่ได้หลับได้นอนตลอดสามวันบวกกับมีการดื่มสุราด้วย   
     กรณีนี้ทำให้เพื่อนๆที่ชอบร่ำสุราเข็ดขยาดถึงขนาดวงสุรายาบานแตกซ่านกันไปหมด เวลาใครชวนกินเหล้า ก็บอกว่าไปดูไอ้"คิด"มันสิ กินจนปากเบี้ยว หลับตาไม่ลง พวกเอ็งยังจะกินอีกหรือ วงสุราแตกไปหลายเดือนเลย
คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน
รหัสลับ เปลี่ยน